องค์ความรู้การทำวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรระดับพื้นที่ 

02-940-7038

เขียนโดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2

cover roae2 km 01

โดยส่วนวิจัยและประเมินผล สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 (พิษณุโลก)

เนื้อหาโดยรวมมีดังนี้

  1. องค์ความรู้การเขียนความสําคัญของเรื่องที่ศึกษา
  2. องค์ความรู้การเขียนวัตถุประสงค์ของการศึกษา
  3. องค์ความรู้การเขียนขอบเขตของการศึกษา
  4. องค์ความรู้การเขียนข้อจํากัดของการศึกษา
  5. องค์ความรู้การเขียนการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  6. องค์ความรู้การเขียนกรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา
  7. องค์ความรู้การเขียนคําจํากัดความหรือนิยามศัพท์เฉพาะ
  8. องค์ความรู้การเขียนระเบียบวิธีศึกษา
  9. องค์ความรู้การเขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา

1. องค์ความรู้การเขียนความสําคัญของเรื่องที่ศึกษา

หลักการ ความสําคัญของเรื่องที่ศึกษาเป็นการเขียนบรรยายเพื่อแสดงเหตุผลให้เห็นว่า เรื่องที่นํามาศึกษานี้สําคัญและจําเป็น หรือจูงใจอย่างมากจนถึงขนาดที่ทําให้ผู้ศึกษาหรือคณะผู้ศึกษาสนใจและได้ตัดสินใจเลือกนํามาศึกษา

เทคนิค การเขียนโดยปรกติเริ่มจากอธิบายโดยย่อถึงความเป็นมานับแต่อดีตถึง ปัจจุบัน รวมทั้งเขียนบรรยายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของคําแต่ละคําที่ผู้ศึกษานํามาใช้ในชื่อ เรื่องที่ศึกษา ตัวอย่างเช่น ถ้าศึกษา ทําวิจัย เรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดำเนินโครงการไทยนิยม” หากพิจารณาชื่อเรื่องนี้ เห็นได้ว่า มีสาระสําคัญหรือมีคําสําคัญอยู่ 3 ส่วน ผู้ศึกษาจึงควรนําแต่ละส่วนมาเขียนบรรยายอย่างสอดคล้องกัน รวมทั้งสอดคล้องกับชื่อเรื่องที่ทําการศึกษาด้วย

2. องค์ความรู้การเขียนวัตถุประสงค์ของการศึกษา

หลักการ วัตถุประสงค์ของการศึกษา หมายถึง การแสดงถึงวัตถุประสงค์จุดมุ่งหมายของการศึกษาอย่างกว้าง ๆ โดยแยกเป็นข้อ ๆ ในเวลาเดียวกัน ผู้ศึกษาควรแสดง “เหตุผลของการกําหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อ” ไว้ด้วยเพื่อแสดงให้เห็นถึงการนําเสนออย่างชัดเจนเป็นระบบ และนําวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อไปใช้ได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นฐานหรือแนวทางสําหรับการศึกษาในหัวข้ออื่นที่ที่มีความสัมพันธ์กันด้วย สําหรับตัวอย่างการเขียนเหตุผลของการกําหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อ อาจครอบคลุมเรื่องดังนี้ (1) ที่มา ความสําคัญหรือมูลเหตุชักจูงใจที่ทําให้ผู้ศึกษากําหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อ (2) สาระสําคัญของวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อ และ (3) ประโยชน์ที่จะได้รับจากการกําหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อหรือการนําวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อไปใช้ประโยชน์

เทคนิค ในการเขียนวัตถุประสงค์ของการศึกษาอาจจัดแบ่งหรือจัดกลุ่มเป็น (1) วัตถุประสงค์ของการศึกษาที่เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และ/หรือ (2) “ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง” (fact) หมายถึง ข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบันที่ปรากฏโดยทั่วไป ข้อมูลส่วนนี้ส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในบทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และ “ข้อมูลที่เป็นความคิดเห็น” (opinion) ซึ่งหมายถึง ข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับอนาคต ข้อมูลส่วนนี้ส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในบทสุดท้ายหรือในส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะหรือการเสนอแนวทางการพัฒนาของการศึกษาหรือการวิจัย

สําหรับเหตุผลที่จัดแบ่งหรือจัดกลุ่มเช่นนี้เพราะ การศึกษาใด ๆ ถ้ามุ่งศึกษาเฉพาะสภาพหรือข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตหรือปัจจุบัน หรือศึกษาเฉพาะข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในอดีตและปัจจุบัน โดยไม่ศึกษาหรือกล่าวถึงแนวโน้มในอนาคตไว้ด้วย ก็จะเปรียบเสมือนการศึกษาที่ไม่คิดถึงอนาคตไม่คิดไม่ฝันย่ำอยู่กับที่หรือไม่มีวิสัยทัศน์ (vision) ดังนั้น การศึกษา การทําวิจัยที่แสดงถึงความคิดเห็นที่เป็นอนาคตด้วย จึงเป็นสิ่งจําเป็นยิ่งที่ขาดไม่ได้และควรให้ความสําคัญเป็นพิเศษโดยควรมีปริมาณข้อมูลในส่วนนี้มากพอสมควร

3. องค์ความรู้การเขียนขอบเขตของการศึกษา

หลักการ ขอบเขตของการศึกษา หมายถึง การกําหนดกรอบหรือแนวทางการศึกษาไว้ โดยนําวัตถุประสงค์ของการศึกษาข้างต้นมาขยายความในรายละเอียดเพื่อให้แต่ละเรื่องหรือแต่ละประเด็นชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ขอบเขตของการศึกษาต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา

เทคนิค การเขียนขอบเขตของการศึกษาควรประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ข้อ

  1. การเขียนบรรยายว่าขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง และ อย่างน้อยควรเขียนไว้ด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นใครบ้าง มีจํานวนเท่าใด อยู่ที่ไหน ตัวอย่างเช่น ถ้าศึกษาเรื่องการบริหารจัดการควรเขียนบรรยายให้ละเอียดว่า การบริหารจัดการของหน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลใดในเรื่องอะไรบ้าง เช่น เรื่องโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ และการควบคุมตรวจสอบ เป็นต้น เช่นนี้เป็นลักษณะของการเขียนบรรยายขอบเขตของการศึกษาในลักษณะของ “ภาพย่อย”
  2. การเขียนบรรยายไว้ด้วยว่า การศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็นกี่บท แต่ละบท ประกอบด้วยหัวข้อหรือเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นโครงร่าง (outline) หรือหัวข้อใหญ่ และหัวข้อย่อยที่เป็นสาระสําคัญของบทต่าง ๆ ที่ศึกษาทั้งหมด อันเป็นการเขียนบรรยายขอบเขตของการศึกษาในลักษณะของ “ภาพรวม” ตัวอย่างเช่น การศึกษาแบ่งออกเป็น 5 บท บทแรก เป็นบทนํา กล่าวถึงกระบวนการศึกษาครั้งนี้ บทที่ 2 เป็นภาคทฤษฎี หรือเป็นผลการวิจัยเอกสาร บทที่ 3 เป็น ผลการวิจัยสนาม บทที่ 4 เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเอกสารและวิจัยสนาม และบทที่ 5 สรุปและเสนอแนะ รวมทั้งมีบรรณานุกรม และภาคผนวกท้ายสุด
  3. การระบุไว้ด้วยว่า ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาให้ความสําคัญหรือให้สัดส่วนในการเขียนเรื่องใดหรือหัวข้อใดเป็นพิเศษ หรือให้ความสําคัญเท่า ๆ กัน เช่น เขียนบรรยายว่า (1) ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ให้ความสําคัญหรือให้สัดส่วนการวิจัยเอกสารมากกว่าการวิจัยสนาม โดยถือว่าการวิจัยสนามเป็นเพียงส่วนย่อยหรือข้อมูลที่นํามาช่วยเสริมการวิจัยเอกสารเท่านั้น หรือ (2) ในการศึกษาครั้งนี้ แม้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาและขอบเขตของการศึกษาที่ครอบคลุมการบริหารจัดการของเทศบาลในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ และการควบคุม ตรวจสอบ แต่ในที่นี้ได้ให้ความสําคัญหรือให้สัดส่วนกับเรื่องการควบคุมตรวจสอบมากที่สุด พร้อมระบุเหตุผลด้วย เช่น เรื่องควบคุมตรวจสอบเป็นเรื่องที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) และเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ผู้ศึกษาจึงให้ความสําคัญเป็นพิเศษ

4. องค์ความรู้การเขียนข้อจํากัดของการศึกษา

หลักการ การที่ผู้ศึกษากล่าวถึงเหตุผลที่ทําให้การศึกษาต้องจํากัดอยู่ภายในขอบเขตหรือหัวข้อตามที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของการศึกษาและขอบเขตของการศึกษาเท่านั้น หรืออาจนําเสนอในทิศทางที่ว่าการศึกษาครั้งนี้ไม่ครอบคลุมเรื่องใดบ้าง พร้อมกับยกตัวอย่างและให้เหตุผลประกอบด้วย

เทคนิค การเขียนข้อจํากัดของการศึกษาอาจจัดแบ่งเป็น 3 ข้อ เพื่อให้สอดคล้องกับขอบเขตของการศึกษาข้างต้น กล่าวคือ

  1. ข้อจํากัดของการศึกษาด้านเนื้อหา เช่น การศึกษาครั้งนี้มุ่งให้ความสําคัญกับการศึกษาเนื้อหาเฉพาะที่เป็นปัจจุบันและเนื้อหาที่เป็นความคิดเห็นในอนาคต โดยศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวกับอดีต วิวัฒนาการ หรือความเป็นมาน้อยมาก เนื่องจากผู้ศึกษาประสงค์จะได้เนื้อหาที่เกี่ยวกับความคิดเห็นเป็นหลักเพื่อนําผลการศึกษาไปใช้ในการพัฒนาหน่วยงานต่อไปในอนาคตมากกว่าการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ที่แยกศึกษาเป็นอีกเรื่องต่างหากได้ ดังนั้น สัดส่วนของเนื้อหาที่เกี่ยวกับความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาปรับปรุงในอนาคตจึงมีมากเป็นพิเศษ หรืออาจเขียนว่า การศึกษาครั้งนี้ให้ความสําคัญกับกระบวนการหรือขั้นตอนการบริหารจัดการภายในหน่วยงานตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมเรื่องนโยบายของรัฐบาล หรือไม่เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกประเทศ เป็นต้น
  2. ข้อจํากัดของการศึกษาด้านพื้นที่ เช่น การศึกษาครั้งนี้ให้ความสําคัญกับการวิจัยสนามในอําเภอ... (ระบุชื่ออําเภอ) เพียงอําเภอเดียวเท่านั้น โดยไม่ได้ครอบคลุมทั้งจังหวัด เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้มีระยะเวลาและมีงบประมาณจํากัดจึงไม่อาจครอบคลุมพื้นที่อื่นได้
  3. ข้อจํากัดของการศึกษาด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เช่น การศึกษาครั้งนี้จํากัดกลุ่มตัวอย่างเพียง 1,000 คน เพราะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่ศึกษาโดยตรงหรือได้รับผลโดยตรง มีความรู้ความเข้าใจและมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องศึกษาอย่างมาก จึงทําให้มีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม มีคุณภาพ และน่าเชื่อถือมาก นอกจากนั้น การศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามจํานวนที่กําหนดเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมบุคลากรของหน่วยงานอื่นหรือบุคลากรในพื้นที่อื่น เนื่องจากประชากรและกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่หรืออําเภออื่นอยู่ห่างไกล ไม่อาจทราบหรือเข้าใจและไม่ได้รับผลโดยตรง

5. องค์ความรู้การเขียนการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

หลักการ วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหมายความรวมถึง หนังสือ ตํารา เอกสาร ผลงานวิจัย บทความ หรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา ส่วนการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หมายถึง การที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาหรือเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นจากวรรณกรรมและงานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี หลักการ ระเบียบวิธีศึกษา ตัวแปร หรือเรื่องอื่นใด แล้วนํามาใช้ในการศึกษาครั้งนี้

เทคนิค ผู้ศึกษาจึงควรนําวรรณกรรม ผลงานวิจัย หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องมาใส่ไว้หนึ่ง เฉพาะเท่าที่จําเป็นและตรงกับประเด็นหลักหรือเรื่องที่ศึกษานําไปใช้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วรรณกรรม ผลงานวิจัย หรือเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับ “ข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไข หรือแนวทางการพัฒนา” กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ข้อมูลหรือข้อความหรือแนวคิดใดที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา ไม่ตรงกับประเด็นหลักที่กําลังศึกษา และไม่ได้นําไปใช้จริงแล้ว ไม่ควรนํามาใส่รวมไว้ด้วย

6. องค์ความรู้การเขียนกรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา

หลักการ กรอบแนวคิด หมายถึง แนวคิด แนวทาง ตัวแบบ หรือตัวชี้วัดทางวิชาการที่ผู้ศึกษานํามาใช้ในการจํากัดหรือกําหนดขอบเขตของการศึกษา การทําวิจัย ด้วยการแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงการจัดกลุ่มแนวคิดทางวิชาการและการศึกษาวิเคราะห์ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ และผู้ศึกษาได้นํากรอบแนวคิดนั้นมาใช้เป็นหลักในการศึกษา การทําวิจัย ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้เป็นผลงานทางวิชาการที่เป็นระบบ ชัดเจน เข้าใจง่าย รัดกุม และได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้น กรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษานั้น ส่วนหนึ่งได้มาจากการที่ผู้ศึกษาทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผนวกกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้ศึกษา

เทคนิค

  1. การสร้างหรือการกําหนดกรอบแนวคิด วิธีการสร้างกรอบแนวคิดสําหรับการศึกษา การทําวิจัยเบื้องต้น แบ่งเป็นการสร้างหรือกําหนดกรอบแนวคิดหลัก และการสร้างหรือกําหนดกรอบแนวคิดรอง
  2. การบูรณาการหรือการผสมผสานกรอบแนวคิด หมายถึง การนําเสนอ เทคนิคการบูรณาการหรือการผสมผสานกรอบแนวคิดทางวิชาการหลายกรอบสําหรับการศึกษา การทําวิจัย โดยกรอบแนวคิด หมายถึง กรอบแนวคิดทางวิชาการที่นํามาใช้ในการจัดกลุ่ม และกรอบแนวคิดทางวิชาการที่นํามาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์

7. องค์ความรู้การเขียนคําจํากัดความหรือนิยามศัพท์เฉพาะ

หลักการ คําจํากัดความ หมายถึง นิยามศัพท์เฉพาะ หรือความหมายของคําที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ สําหรับเหตุผลที่จําเป็นต้องกําหนดคําจํากัดความไว้ เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากที่จะให้ความหมายของคําศัพท์หรือคําต่าง ๆ และได้รับการยอมรับจากทุกคน ทั้งนี้เพราะความแตกต่างของแนวคิด ความคิดเห็น มุมมอง ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ของแต่ละคน ดังนั้น ในงานวิจัยจึงจําเป็นต้องกําหนดคําจํากัดความหรือ กําหนดนิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในงานวิจัยไว้ด้วยเพื่อ (1) อธิบายและกําหนด ขอบเขตของคําศัพท์หรือคําสําคัญที่นํามาใช้เฉพาะในงานวิจัยให้ชัดเจนขึ้น (2) สื่อให้ผู้อ่านเข้าใจคําจํากัดความหรือนิยามศัพท์เฉพาะแต่ละคําที่ใช้ในงานวิจัยตรงกัน หรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผู้ศึกษา รวมทั้ง (3) ทําให้ผู้ศึกษาไม่สับสน ไม่หลงประเด็นและสามารถศึกษาให้ตรงกับความหมายที่ได้ให้ไว้ในคําจํากัดความหรือนิยามศัพท์เฉพาะด้วย

เทคนิค การกําหนดคําจํากัดความนั้น ส่วนหนึ่งได้มาจากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้มาจากกรอบแนวคิดที่ใช้ใน การศึกษา สําหรับเทคนิคที่ควรสังเกตในส่วนนี้คือ ข้อความที่เขียนอธิบายคําจํากัดความหรือนิยามศัพท์เฉพาะแต่ละคําที่เขียนในหัวข้อนี้ จะต้องตรงกันหรือสอดคล้องกับข้อความที่ได้เขียนไว้ในบทที่เกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้แล้ว การเลือกที่จะนําคําหรือข้อความใดมาใส่ไว้ ในหัวข้อ คําจํากัดความ นับว่ามีส่วนสําคัญด้วย มิฉะนั้น อาจเป็นการนําคําหรือข้อความที่ไม่จําเป็นหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาใส่ไว้อย่างขาดทิศทางโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับได้

8. องค์ความรู้การเขียนระเบียบวิธีศึกษา

หลักการ ระเบียบวิธีศึกษา หรืออาจเรียกว่า ระเบียบวิธีวิจัย หรือวิธีดําเนินการวิจัย หมายถึง ขั้นตอนการทําวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทําวิจัยสนาม มีส่วนทําให้การศึกษา การทําวิจัยเป็นระบบ เป็นสากล ได้รับการยอมรับในทางวิชาการ และมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยเพิ่มความชัดเจนและความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านมากขึ้นด้วย แต่ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการนําเสนอระเบียบวิธีศึกษาว่าจะต้องชัดเจน เป็นระบบ ไม่สับสน และใช้ภาษาที่ทําให้ผู้อ่านจะเข้าใจได้ง่าย

เทคนิค

  1. ประเภทของการศึกษาหรือประเภทของการวิจัย เป็นการที่ผู้ศึกษาระบุว่าในการศึกษาครั้งนี้ได้นําประเภทของการวิจัยแบบใดแบบหนึ่งหรือหลายแบบมาใช้ในการศึกษาหรือวิจัย
  2. วิธีการรวบรวมข้อมูล มี 3 วิธี ได้แก่ (1) การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (2) จากการวิจัยสนาม และ (3) จากการสังเกตการณ์
  3. วิธีการประมวลและวิธีวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้ว ผู้ศึกษาได้ตรวจสอบความถูกต้องและสมบูรณ์ของแบบสอบถามทุกชุด รวมทั้งจัดคําตอบเป็นกลุ่มและเป็นหมวด จากนั้นเป็นการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งอาจดําเนินการด้วยการแจงนับด้วยมือ หรือใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบุสถิติที่เหมาะสมที่จะนํามาใช้
  4. การนําเสนอข้อมูล เช่น ผู้ศึกษานําเสนอในรูปของการวิเคราะห์แบบพรรณนา (descriptive analysis) พร้อมกับมีภาพและตารางประกอบตามความจําเป็น และจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม
  5. ระยะเวลาศึกษาและแผนการดําเนินงานตลอดโครงการ ระบุว่า การศึกษา เริ่มตั้งแต่ วันที่...เดือน...ปี... ถึง วันที่...เดือน...ปี... รวมระยะเวลา...ปี พร้อมกันนั้น ควรระบุว่าในแต่ละเดือนหรือแต่ละช่วงเวลาจะดําเนินงานอะไรบ้าง โดยเขียนเป็นภาพเพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้น
  6. งบประมาณ ระบุว่ามีแหล่งทุนซึ่งเป็นหน่วยงานหรือบุคคลใดให้ทุนหรือออกทุนทําเอง

9. องค์ความรู้การเขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา

หลักการ ประโยชน์ที่จะได้รับครอบคลุมประโยชน์เรื่องใดหรืออะไรบ้างที่หน่วยงาน บุคคล และประชาชน จะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้ พร้อมกับยกตัวอย่างชื่อหน่วยงานและบุคคลไว้ด้วย

เทคนิค ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้อาจแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) ประโยชน์ในทางวิชาการ ผู้ศึกษาควรระบุองค์ความรู้หรือวิชาการเรื่องใดที่หน่วยงานหรือบุคคลใดจะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้ (2) ประโยชน์ในทางปฏิบัติ ผู้ศึกษาควรระบุประโยชน์ในทางปฏิบัติเรื่องใดที่หน่วยงานหรือบุคคลใดบ้างจะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้ และ (3) ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ผู้ศึกษาควรระบุประโยชน์ใดบ้างที่ประชาชนจะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้

2019 การจัดการองค์ความรู้. All Rights Reserved.