ยุทธศาสตร์ที่ 1 ปี 2561  -->

02-940-7038

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ปี 2561

เขียนโดย กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร

สรุป

การจัดทำภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัด

 1. การจัดทำภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัด

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท.1-12) มีหน้าที่ในการจัดทำภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ และรายงานให้ผู้บริหารของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรทราบ โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร(กนผ.) มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ของ สศท.1-12 ในการจัดทำภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัดให้เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ เพื่อให้การวิเคราะห์และประมาณการผลิตภัณฑ์จังหวัดภาคเกษตร (GPP ภาคเกษตร) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมีความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น จึงได้เปลี่ยนวิธีการคำนวณจากวิธีปีฐานคงที่เป็นวิธีปริมาณลูกโซ่

ขั้นตอนการจัดทำภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัดสรุปได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การจัดทำฐานข้อมูล โดยข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัด ประกอบด้วย

1) ข้อมูล GPP ภาคเกษตร ซึ่งประกอบด้วย 5 สาขาการผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์
สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และ สาขาป่าไม้ โดยใช้ข้อมูลGPP ภาคเกษตร แบบปริมาณลูกโซ่ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่มีการจัดทำแบบบนลงล่าง (TopDownApproach) แทนข้อมูล GPP ภาคเกษตร แบบราคาคงที่ของคลังจังหวัดที่มีการจัดทำแบบล่างขึ้นบน (BottomUpApproach)

2) ข้อมูลดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งประกอบด้วย ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาที่เกษตรกรขายได้ และดัชนีรายได้เกษตรกร โดยมีขั้นตอนการคำนวณ (1) รวบรวมข้อมูลผลผลิตสินค้าเกษตรจาก
ศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) และข้อมูลราคาที่เกษตรกรขายได้จาก สศท.1-12 (รายเดือน รายไตรมาส และรายปี) (2) เลือกสินค้าตัวแทนที่มีมูลค่าเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ขึ้นไป ของมูลค่าผลผลิตรายสาขา และ
(3) คำนวณดัชนีผลผลิตดัชนีราคาและดัชนีรายได้เกษตรกร โดยใช้ปีฐาน 2550

ขั้นตอนที่ 2 การประมาณการ GPP ภาคเกษตร โดยพิจารณาจาก

1) ตัวแปร ซึ่งประกอบด้วย (1) ตัวแปรภายใน ได้แก่ มูลค่า GPP ภาคเกษตร และมูลค่า GPP
ของสาขาการผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้
(2) ตัวแปรภายนอก ได้แก่ ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาที่เกษตรกรขายได้ และดัชนีรายได้เกษตรกร

2) แบบจำลองสำหรับการประมาณการ โดยใช้แบบจำลองถดถอยอย่างง่าย หรือแบบจำลองถดถอยเชิงซ้อน (Regression Model)

3) ความสอดคล้องระหว่างเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรกับอัตราการเติบโตของ GPP ภาคเกษตร และสาขาการผลิตต่าง ๆ

4) โครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรของจังหวัด โดยพิจารณาจากสัดส่วนของมูลค่าสาขาการผลิตต่าง ๆ ต่อมูลค่า GPP ภาคเกษตร และสัดส่วนของมูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญในแต่ละสาขาการผลิตเป็น
รายไตรมาสและรายปี

ขั้นตอนที่ 3 การจัดทำรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัด เพื่ออธิบายผล
การประมาณการภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัดและอธิบายถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทั้งนี้ ในการอธิบายประกอบการจัดทำรายงานขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดทำ โดย 1) การอธิบายถึงปัจจัยบวก ปัจจัยลบ และสถานการณ์ต้องสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของ GPP ภาคเกษตร 2) การอธิบายสถานการณ์โดยใช้ข้อมูลจากตารางควรตรวจสอบตัวเลขให้ถูกต้อง และ 3) การอธิบายสาเหตุการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรควรให้เหตุผลอย่างสมเหตุสมผล

 

2. การจัดทำฐานข้อมูลภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัด

จากการเปลี่ยนวิธีการคำนวณผลิตภัณฑ์จังหวัดภาคเกษตร (GPP ภาคเกษตร) แบบปีฐานคงที่เป็นวิธีปริมาณลูกโซ่ จึงต้องมีการจัดทำฐานข้อมูล GPPภาคเกษตร ชุดใหม่ โดยใช้ข้อมูล GPP ภาคเกษตรแบบปริมาณลูกโซ่ตั้งแต่ปี 2545-2559ในสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ของ สศช. ทั้งนี้ สศท.1-12 มีการจัดทำภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัดรายไตรมาส ดังนั้น จึงต้องปรับข้อมูลรายปีให้เป็นข้อมูลรายไตรมาสด้วยวิธี ProRata

การปรับข้อมูลเป็นรายไตรมาสวิธี ProRata จะใช้ข้อมูลดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรรายไตรมาสเป็นตัวชี้วัด (Indicator) โดยการคำนวณสัดส่วน BI รายปี จากมูลค่า GPPภาคเกษตรรายปีของ สศช. หารด้วยผลรวมของดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรทั้ง 4 ไตรมาสของปีนั้น จากนั้นนำสัดส่วน BI ที่คำนวณได้ของปีนั้นคูณด้วยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรรายไตรมาสของปีเดียวกันจะได้มูลค่า GPP ภาคเกษตรรายไตรมาส

อย่างไรก็ตาม GPP ภาคเกษตรแบบปริมาณลูกโซ่ของ สศช. มีข้อมูลล่าสุดถึงปี 2559 เพื่อให้การจัดทำข้อมูลภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัดมีความครบถ้วนสมบูรณ์ จึงต้องประมาณการ GPP ภาคเกษตร
ถึงปีปัจจุบัน โดยใช้แบบจำลองถดถอยอย่างง่ายหรือแบบจำลองถดถอยเชิงซ้อน (RegressionModel)
ที่กำหนดให้ GPP ภาคเกษตรรายไตรมาส ขึ้นอยู่กับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรรายไตรมาส

เขียนโดย กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร

สรุป

การจัดทำผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP)

1. การคำนวณผลิตภัณฑ์จังหวัดแบบราคาปีฐานคงที่ (Fixed-weightedVolumeMeasure)

เป็นการคำนวณโดยใช้ราคาอ้างอิงปีเดียว นั่นคือ กำหนดให้ราคาสินค้าและบริการในแต่ละปี
มีค่าเท่ากับปีที่เป็นปีฐาน ดังนั้น ปีฐานที่ใช้ในการอ้างอิงจึงมีความสำคัญมาก เนื่องจากการคำนวณเป็นการวัดการขยายตัวเชิงปริมาณ โดยให้โครงสร้างความสัมพันธ์ของราคาสินค้าและบริการไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปีฐาน มีวิธีการคำนวณ 3 วิธี คือ

1) BaseYearValuationofQuantities เป็นการคำนวณมูลค่าราคาคงที่ โดยใช้ปริมาณสินค้า
ในปีใด ๆ คูณด้วยราคาสินค้าชนิดนั้นในปีฐาน

2) PriceDeflation เป็นการปรับค่าของมูลค่าราคาประจำปีด้วยดัชนีราคาของสินค้าและบริการ
ที่เกี่ยวข้องให้เป็นมูลค่าราคาคงที่ในปีฐาน

3) VolumeExtrapolation เป็นการประมาณมูลค่าราคาคงที่ในแต่ละปี โดยใช้มูลค่าในปีฐาน
คูณด้วยดัชนีปริมาณที่เกี่ยวข้องแต่ละปี

2. การคำนวณผลิตภัณฑ์จังหวัดแบบปริมาณลูกโซ่ (Chain VolumeMeasures: CVM)

เป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณของการผลิต ณ ราคาคงที่ ในปีติดกันแทนการวัดในราคาปีฐานที่อยู่ห่างกัน เช่น คำนวณมูลค่าการผลิตของปี 2535โดยใช้ปริมาณสินค้าในปี 2535 คูณด้วยราคาในปี 2534 แล้วเทียบกับมูลค่าการผลิตของปี 2534 จากนั้นเชื่อมอัตราการขยายตัวแต่ละคู่ให้เป็นอนุกรมระยะยาว ซึ่งการคำนวณวิธีนี้จะทำให้โครงสร้างราคาสินค้าและบริการมีความเป็นปัจจุบันมากกว่าวิธีการคำนวณแบบราคาปีฐานคงที่

ขั้นตอนการคำนวณผลิตภัณฑ์จังหวัดแบบปริมาณลูกโซ่ สรุปได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 คำนวณหามูลค่า ณ ราคาปีที่แล้ว (Value atPreviousYear Prices: PYP) โดยใช้ปริมาณปีนี้คูณด้วยราคาปีที่แล้ว สูตรคือ

PYPt  =  Q t X P t-1

โดยที่  Q คือ ปริมาณของสินค้าและบริการ

        P คือ ราคาของสินค้าและบริการ

        t คือ ปีปัจจุบัน

        t-1 คือ ปีที่แล้ว

ขั้นตอนที่ 2 คำนวณหามูลค่าในปีที่แล้ว (ValueatPreviousYear: PV) โดยใช้ปริมาณปีที่แล้วคูณด้วยราคาปีนั้น หรือมูลค่า ณ ราคาประจำปีในปีที่แล้ว สูตรคือ

PV t-1  =  Q t-1 X P t-1

 

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณหาดัชนีปริมาณโดยตรง (DirectIndex:DI) หรือขั้นตอนที่ 1 หารด้วยขั้นตอนที่ 2 สูตรคือ

DIt  =  PYP t  =  Q t X P t-1

PV t       Q t-1 X P t-1

 

ขั้นตอนที่ 4 คำนวณหาดัชนีปริมาณลูกโซ่ (ChainIndex:CI) หรือ ChainLinking โดยเชื่อมโยงดัชนีปริมาณโดยตรงขั้นตอนที่ 3 ในแต่ละปีเข้าด้วยกัน โดยให้ปีอ้างอิงเท่ากับ 100 เช่น สมมติให้ปีที่ 1 หรือ
ปีแรกของอนุกรมเป็นปีอ้างอิง ซึ่งจะคำนวณหาดัชนีปริมาณลูกโซ่ปีที่ 5 ได้โดย

CI5,1=  DI5,4 X DI4,3 X DI3,2 X DI2,1

 

ขั้นตอนที่ 5 คำนวณหาปริมาณลูกโซ่ (ChainVolumeMeasures:CVM) โดยมูลค่าCVM ในปีอ้างอิงจะเท่ากับมูลค่า ณ ราคาประจำปีในปีอ้างอิงนั้น และทำการเชื่อมโยงปีอื่นด้วยดัชนีปริมาณในขั้นตอนที่ 4

3. แนวทางการจัดทำผลิตภัณฑ์จังหวัดแบบปริมาณลูกโซ่ แบบบนลงล่าง

การจัดทำผลิตภัณฑ์จังหวัดณ ราคาคงที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เริ่มจัดทำในราคาปี 2515 และเปลี่ยนปีฐานเป็นปี 2531 ต่อมาในปี 2555 มีการเปลี่ยนวิธีการคำนวณมูลค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจากวิธีปีฐานคงที่เป็นวิธีปริมาณลูกโซ่ ดังนั้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จังหวัดมีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสศช. จึงได้ปรับปรุงการจัดทำผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็นแบบปริมาณลูกโซ่ ด้วยวิธีแบบบนลงล่าง (Top Down Approach) โดยมีขั้นตอนดังนี้

1) ปรับปรุงคุ้มรวม (Coverage) ที่จะนำมากระจายเป็นรายจังหวัด โดยเพิ่มเติมกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ให้สอดคล้องกับการจำแนกในการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ รวมทั้งปรับปรุงการใช้แหล่งข้อมูลเครื่องชี้ (Indicator) ให้สอดคล้องกับรายการกิจกรรมดังกล่าว

2) กระจายค่ามูลค่าเพิ่ม ณ ราคาประจำปี (ValueAddedatCurrentYearPrices:CYP)
ของแต่ละกิจกรรมในระดับประเทศออกเป็นรายจังหวัด (CYPi,j,t) ด้วยข้อมูลเครื่องชี้ที่เกี่ยวข้อง

3) หาดัชนีราคาของแต่ละกิจกรรมการผลิต แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลของดัชนีราคารายจังหวัด จึงต้องใช้ดัชนีราคา (ImplicitPriceDeflator:IPD) ระดับประเทศ โดยดัชนีราคาของกิจกรรมใดๆเท่ากับมูลค่าเพิ่มระดับประเทศ ณ ราคาประจำปี หารด้วยมูลค่าเพิ่มระดับประเทศ ณ ราคาปีที่แล้ว (ValueAddedatPreviousYearPrices:PYP) ของกิจกรรมนั้น ๆ คือ

IPDi,t  =  (CYPi,t / PYPi,t) X 100

 

โดยที่  i คือ กิจกรรมการผลิตที่...

        t คือ ปี 2538 ถึง 2553

4) คำนวณมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาปีที่แล้ว (PYPi,j,t) เป็นรายจังหวัด โดยใช้มูลค่าเพิ่ม ณ ราคาประจำปี (CYPi,j,t) หารด้วยดัชนีราคาของแต่ละกิจกรรมการผลิต คือ

PYPi,j,t  =CYPi,j,t / IPDi,t

โดยที่  j คือ จังหวัด 1 ถึง 76

 

5) คำนวณหาดัชนีปริมาณโดยตรง (Direct Index:DI) โดยคำนวณจาก

DIi,j,t  =PYPi,j,t / CYP i,j,t-1

 

6) คำนวณหาดัชนีปริมาณลูกโซ่ (ChainIndex:CI) หรือ ChainLinking โดยเชื่อมโยงดัชนีปริมาณโดยตรง (ขั้นตอนที่ 5) แต่ละปีเข้าด้วยกัน โดยให้ปี พ.ศ.2545 เป็นปีอ้างอิงและมีค่าเท่ากับ 100

 

7) คำนวณหาปริมาณลูกโซ่ (ChainVolumeMeasures:CVM) และทำการเชื่อมโยงปีอื่นด้วยดัชนีปริมาณลูกโซ่ (ขั้นตอนที่ 6)

อย่างไรก็ตาม การคำนวณด้วยวิธีปริมาณลูกโซ่ยังคงมีคุณลักษณะ Non-Additiveทำให้มูลค่า CVM ในระดับยอดรวมไม่สามารถใช้ผลรวมของค่า CVM ในระดับย่อยมารวมกันได้ เช่น ไม่สามารถนำมูลค่า CVM ของสาขาเกษตรกรรมมารวมกับมูลค่า CVM ของสาขาประมง เป็นมูลค่า CVM ของภาคเกษตรได้นั่นคือ มูลค่า CVM ของภาคเกษตร จะต้องมาจากการคำนวณ CYP และ PYP ของภาคเกษตรโดยตรง

 

4. ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์จังหวัด

1) ใช้รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจของจังหวัดและเป็นข้อมูลสำหรับเตือนภัย

2) ใช้เป็นเครื่องมือในการเปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจ ระดับการพัฒนา และรายได้ระหว่างจังหวัด

3) ใช้ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด

4) ใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผน วิเคราะห์โครงการ กำหนดนโยบาย และมาตรการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของภาครัฐ

5) ใช้ในการติดตามประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด

6) ใช้ในการวางแผนการผลิตและการตลาดของภาคเอกชน

7) ใช้ในการศึกษาวิจัยของภาครัฐ ภาคเอกชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

 

การจัดทำผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP).pdf

เขียนโดย กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร

สรุปแนวคิดการจัดทารายได้ประชาชาติ และผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP)

1. บัญชีประชาชาติ คือ การบันทึกธุรกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม (Aggregate) ตามหลักของการลงบัญชี (Accounting) ในรูปของตัวเงิน (Money Term) โดยแสดงรายละเอียดด้านการผลิตสินค้าและบริการ รายได้ การใช้จ่ายอุปโภคบริโภค การลงทุน และการประกอบธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาหนึ่ง

2. การจัดทารายได้ประชาชาติ สามารถคานวณได้ 3 ด้าน คือ 1) ด้านการผลิต (Production Approach) เป็นการวัดมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ผลิตได้ในระบบเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาหนึ่ง 2) ด้านการใช้จ่าย (Expenditure Approach) เป็นการวัดมูลค่าของรายจ่ายอุปโภคบริโภค ในประเทศในรอบระยะเวลาหนึ่ง ประกอบด้วย รายจ่ายเพื่อการบริโภคของครัวเรือน รายจ่ายเพื่อการลงทุนของภาคเอกชน รายจ่ายของรัฐบาล และการส่งออกสุทธิ และ 3) ด้านรายได้ (Income Approach) เป็นการวัดมูลค่าของผลตอบแทนปัจจัยการผลิตที่เจ้าของปัจจัยการผลิตได้รับในรอบระยะเวลาหนึ่ง ประกอบด้วย ค่าจ้าง ค่าเช่าที่ดิน ดอกเบี้ย และกาไร

3. ผลิตภัณฑ์จังหวัด (Gross Provincial Product: GPP) คือ มูลค่าของสินค้าและบริการ ขั้นสุดท้ายที่ผลิตได้จากการประกอบการในขอบเขตพื้นที่จังหวัดในรอบระยะเวลาหนึ่ง หรือรายได้จากผลตอบแทนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ประกอบด้วย ค่าจ้าง ค่าเช่าที่ดิน ดอกเบี้ย และกาไร

4. การจัดทาผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP) เป็นการวัดรายได้ประชาชาติด้านการผลิต โดยคานวณมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จากกิจกรรมการผลิตทุกชนิดที่ดาเนินการในพื้นที่จังหวัดในรอบระยะเวลาหนึ่ง ปัจจุบันสานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดาเนินการจัดทา GPP ด้วยวิธีแบบบนลงล่าง (Top Down Approach) โดยกระจายมูลค่าเพิ่มระดับประเทศออกเป็นภาคหรือจังหวัด ด้วยโครงสร้างรายจังหวัดของข้อมูลที่เกี่ยวข้องในแต่ละสาขาการผลิต ทั้งในรูปแบบมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาประจาปี และราคาที่แท้จริง

 

สรุปแนวคิดการจัดทารายได้ประชาชาติ และผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP).pdf

เขียนโดย กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร

สรุปแนวคิดในการปรับเปลี่ยนปีฐานคงที่เป็นแบบปริมาณลูกโซ่

1. ความแตกต่างระหว่างราคาประจาปี ราคาคงที่ และราคาที่แท้จริง 

1) ราคาประจาปี เป็นการวัดมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายโดยใช้ราคาในปีปัจจุบัน (ราคาตลาด) เพื่อวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา โดยแสดงมูลค่าของสินค้าและบริการที่เกิดจาก การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านราคาและปริมาณ (Nominal Term)

2) ราคาคงที่ เป็นการวัดมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายโดยใช้ราคาในปีฐาน (ราคาคงที่) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเจริญเติบโตที่แท้จริงของการผลิตหรือการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ โดยแสดงมูลค่าของสินค้าและบริการในรูปของมูลค่าที่แท้จริง (Real Term) ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการ

3) ราคาที่แท้จริงแบบปริมาณลูกโซ่ เป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณของการผลิตหรือ การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ ณ ราคาคงที่เทียบกับปีก่อนหน้า ในรูปแบบของดัชนีทางตรง (Direct Index) ซึ่งการคานวณวิธีนี้จะสามารถสะท้อนโครงสร้างราคาสินค้าและบริการที่มีความเป็นปัจจุบัน และแสดงถึงความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น (ลดลง) ที่แท้จริง

2. แนวคิดการคานวณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายปี แบบปริมาณลูกโซ่

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาคงที่ โดยเริ่มจัดทาในราคาปีฐาน 2499 และเปลี่ยนปีฐานเป็นปี 2505 2515 และ 2531 ตามลาดับ ทั้งนี้ ในการคานวณด้วยวิธีปีฐานคงที่มีข้อจากัด คือ

1) ปีที่ถูกเลือกเป็นปีฐานควรเป็นปีที่เศรษฐกิจมีความปกติ

2) โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจคงที่

3) ขาดคุณสมบัติของการทดแทนกันของสินค้า

4) ไม่สามารถเพิ่มกิจกรรมการผลิตใหม่ ๆ ได้ และ

5) มีระยะเวลาในแต่ละช่วงปีฐาน (5-10 ปี) จึงต้องมีการปรับปีฐานอยู่เสมอดังนั้น ในปี 2555 สศช. ได้เปลี่ยนวิธีการคานวณมูลค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจากวิธีปีฐานคงที่เป็นวิธีปริมาณลูกโซ่ เนื่องจาก 1) ไม่มีปัญหาปีฐาน เนื่องจากใช้ปีอ้างอิงแทนปีฐาน โดยที่อัตราการเจริญเติบโตจะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเปลี่ยนปีอ้างอิง 2) โครงสร้างระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 3) สามารถสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสินค้า 4) สามารถเพิ่มกิจกรรมการผลิตใหม่ ๆ ได้ตลอดช่วงอนุกรม และ 5) การคานวณอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีความถูกต้องแม่นยา อย่างไรก็ตาม การคานวณด้วยวิธีปริมาณลูกโซ่ก็ยังมีข้อจากัด Non-Additive คือ ผลรวมของมูลค่าจากกิจกรรมการผลิตย่อยไม่เท่ากับมูลค่ารวม

3. แนวคิดการคานวณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายไตรมาส แบบปริมาณลูกโซ่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายไตรมาส (QGDP) สามารถสะท้อนทิศทางการเคลื่อนไหวในระยะสั้น หรือ Turning point ของระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายปี (GDP) และรายงานผลได้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ทาให้สามารถกาหนดนโยบายและติดตามภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพในการคานวณ QGDP มีกรอบแนวคิดในการจัดทาเช่นเดียวกับ GDP แต่เนื่องด้วยลักษณะของข้อมูลรายไตรมาส มีปัจจัยทางด้านฤดูกาลมาเกี่ยวข้องและมีความจากัดของข้อมูลระยะสั้นจึงต้องอาศัยการคานวณผลทางอ้อมบางส่วน ทาให้กระบวนการจัดทา QGDP มีความแตกต่างจาก GDP

4. แนวคิดการปรับค่าความคลาดเคลื่อน (Benchmarking Technique)ในปัจจุบันการประกาศข้อมูล GDP สศช. จะประกาศเป็นข้อมูลรายไตรมาส (QGDP) ภายใน 8 สัปดาห์หลังจากไตรมาสอ้างอิง และเมื่อครบปีจะประกาศข้อมูลรายได้ประชาชาติรายปี (NI) ซึ่งค่าที่ได้มักจะมีค่า ไม่เท่ากับผลรวมของ QGDP ทั้ง 4 ไตรมาส จึงต้องทาการปรับค่าความคลาดเคลื่อน (Benchmarking) เพื่อรักษาลักษณะของการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นของข้อมูลรายไตรมาส (ความถี่สูง) ภายใต้ข้อกาหนดของข้อมูลรายปี (ความถี่ต่า) ประกอบกับการประกาศตัวเลขข้อมูล NI ในอนาคต ควรให้ผลรวมของ QGDP ทั้ง 4 ไตรมาสใกล้เคียงกับข้อมูลจริงรายปีที่จะมีการจัดทาขึ้นภายหลังมากที่สุด ซึ่งสามารถจัดทาได้ 2 วิธี คือ

1) วิธี Pro Rata โดยกระจายส่วนต่างระหว่างผลรวมของตัวชี้วัด (Indicator) ทั้ง 4 ไตรมาส กับข้อมูลจริงรายปี ให้กับข้อมูลแต่ละไตรมาสตามสัดส่วนของตัวชี้วัดในแต่ละไตรมาส หรือสัดส่วน BI (Benchmark Indicator Ratio) หากข้อมูลรายไตรมาสยังไม่มีข้อมูลจริงรายปี ให้ใช้ข้อมูลจริงรายปีและตัวชี้วัดในไตรมาส 4 ของปีล่าสุดที่มีการปรับค่าความคลาดเคลื่อนแล้วมาเป็นตัวปรับปรุงข้อมูล อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจทาให้เกิดปัญหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลรายไตรมาสมีค่าไม่เท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดในไตรมาสเดียวกัน เนื่องจากปัญหาการกระโดดของข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างปี จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสัดส่วน BI จากปีหนึ่งไปสู่ปีหนึ่ง

2) วิธี Proportional Denton เป็นการแก้ปัญหาการกระโดดของข้อมูลของวิธี Pro Rata โดยกาหนดให้สัดส่วน BI ของแต่ละไตรมาสมีค่าที่แตกต่างกันออกไปได้ ภายใต้ข้อจากัดค่าเฉลี่ยของสัดส่วน BI รายไตรมาสจะต้องมีค่าเท่ากับสัดส่วน BI รายปีของปีนั้น นั่นคือ การกาหนดให้ระดับการปรับตัวของข้อมูล รายไตรมาสจากไตรมาสหนึ่งไปสู่ไตรมาสหนึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับระดับการปรับตัวของตัวชี้วัดในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จะทาให้ข้อมูลรายไตรมาสเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีการประกาศข้อมูลจริงรายปี โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะข้อมูลรายไตรมาสในปีที่มีการประกาศข้อมูลรายปีเท่านั้น เนื่องจากการคานวณจะมีการเกลี่ยค่าความคลาดเคลื่อนดังกล่าวย้อนกลับหลังไปยังปีก่อนหน้า ซึ่งในบางกรณีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจอยู่ในระดับที่สูงมากได้

 

สรุปแนวคิดในการปรับเปลี่ยนปีฐานคงที่เป็นแบบปริมาณลูกโซ่.pdf

เขียนโดย กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร

การแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ

          ยุทธศาสตร์  หมายถึง แนวทางในการบรรลุจุดหมายของหน่วยงาน ดังนั้น จุดหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการจัดทำยุทธศาสตร์ โดยผู้จัดทำจำเป็นต้องกำหนด จุดหมายของหน่วยงานให้ชัดเจน เพื่อให้ยุทธศาสตร์ที่ได้ออกมานั้นตรงตามความต้องการ และดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

          ขั้นตอนแรกในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ คือ ขั้นตอนของการกำหนดพันธกิจ (Mission) พันธกิจ หมายถึง กรอบ หรือขอบเขตการดำเนินงานของหน่วยงาน การกำหนดพันธกิจ สามารถทำได้โดย นำภารกิจ (หรือหน้าที่ความรับผิดชอบ) แต่ละข้อที่หน่วยงานได้รับมอบหมายตั้งแต่แรกก่อตั้ง มาเป็นแนวทาง ทั้งนี้ ผู้จัดทำต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าพันธกิจแต่ละข้อมีความหมายครอบคลุมขอบเขตแค่ไหน และแต่ละข้อมีความแตกต่างกันอย่างไร  เพื่อให้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในขั้นตอนต่อไปเป็นไปอย่างสะดวกและถูกต้อง

          ขั้นตอนต่อมา คือ ขั้นตอนของการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ให้กับหน่วยงาน วิสัยทัศน์ หมายถึง สิ่งที่เราต้องการให้หน่วยงานเป็น ภายในกรอบระยะเวลาหนึ่ง ๆ โดยการจัดทำวิสัยทัศน์ของหน่วยงาน ควรกระทำเมื่อเราได้กำหนดพันธกิจของหน่วยงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้น จึงนำพันธกิจทั้งหมด มาพิจารณาในภาพรวม ว่าหน่วยงานจักต้องดำเนินการในเรื่องใดบ้าง และเพื่อให้หน่วยงานสามารถบรรลุพันธกิจได้ครบถ้วนทุกข้อ หน่วยงานต้องมีความเป็นเลิศในด้านใด หรือควรมุ่งเน้นไปในทิศทางใด

          ขั้นตอนที่สาม คือ การกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategy issue) ประเด็นยุทธศาสตร์ หมายถึง ประเด็นหลักที่ต้องคำนึงถึง ต้องพัฒนา ต้องมุ่งเน้น ประเด็นยุทธศาสตร์นี้ สามารถทำได้โดยการนำพันธกิจแต่ละข้อมาพิจารณาว่าในพันธกิจแต่ละข้อนั้นหน่วยงานต้องการดำเนินการในประเด็นใดเป็นพิเศษ และหลังจากได้ดำเนินการดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องการให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด

          ทั้งนี้ ในการจัดทำประเด็นยุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วยงานนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำแผนบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงต้นสังกัดมาเป็นหลักประกอบการพิจารณาด้วย

          ขั้นตอนที่สี่ คือ การกำหนดเป้าประสงค์ (Goal) ของแผนยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ หมายถึง สิ่งที่หน่วยงานปรารถนาจะบรรลุ โดยต้องนำประเด็นยุทธศาสตร์มาพิจารณาว่า หากสามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จตามประเด็นยุทธศาสตร์แต่ละข้อแล้ว ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ และได้รับประโยชน์อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เป้าประสงค์ของกรมสรรพากร ประการหนึ่ง คือ รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพียงพอในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ จากตัวอย่างนี้ ผู้ได้รับประโยชน์ คือ ภาครัฐ โดยได้ประโยชน์คือ สามารถจัดเก็บภาษีได้มากพอที่จะนำไปพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ได้ นั่นเอง

          ขั้นตอนที่ห้า คือขั้นตอนของการสร้างตัวชี้วัด (Key Performance Identification) ตัวชี้วัด หมายถึง สิ่งที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหน่วยงานสามารถปฏิบัติงานบรรลุเป้าประสงค์ที่วางไว้ได้หรือไม่ ขั้นตอนนี้ เราจะต้องพิจารณาหาปัจจัยที่เป็นตัวบ่งชี้ดังกล่าว และต้องใช้ถ้อยคำที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของคำจำกัดความและการระบุขอบเขต เช่น “จำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการในหนึ่งเดือน” เป็นต้น โดยตัวชี้วัดนี้จะถูกนำเป็นหลักในการกำหนดค่าเป้าหมายในลำดับต่อไป

          ขั้นตอนที่หก คือ ขั้นตอนของการกำหนดค่าเป้าหมาย (Target) ค่าเป้าหมาย หมายถึง ตัวเลข หรือค่าของตัวชี้วัดความสำเร็จ ที่หน่วยงานต้องการบรรลุขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนของการกำหนด หรือ ระบุว่า ในแผนงานนั้น ๆ หน่วยงานต้องการทำอะไร ให้ได้เป็นจำนวนเท่าไร และภายในกรอบระยะเวลาเท่าใด จึงจะถือว่าบรรลุเป้าหมาย เช่น ต้องผลิตนักสังคมสงเคราะห์เพิ่มเป็นจำนวน 1,250 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี เป็นต้น

          ขั้นตอนสุดท้าย คือ ขั้นตอนของการกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) กลยุทธ์ หมายถึง สิ่งที่หน่วยงานจะดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ โดย  กลยุทธ์นี้ จะกำหนดขึ้นจากการพิจารณาปัจจัยแห่งความสำเร็จ (critical success factors) เป็นสำคัญ กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าในการที่จะบรรลุเป้าประสงค์ข้อหนึ่ง ๆ นั้น มีปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อความสำเร็จ และเราจำเป็นต้องทำอย่างไร จึงจะไปสู่จุดนั้นได้

 

การเขียนแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map)

          การเขียนแผนที่ยุทธศาสตร์ นั้น เป็นการนำเอา แนวความคิดเรื่อง Balance Scorecard หรือการบริหารงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างรอบด้าน และเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน มาเขียนเป็นแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของมิติต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยแผนที่ยุทธศาสตร์จะเป็นเสมือน แผนที่ที่จะคอยนำทางหน่วยงานให้สามารถปฏิบัติงานจนบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่วางไว้ได้

          ตัวอย่าง การบริหารงานของภาคเอกชน มักจะมุ่งเน้นความสำเร็จในด้านต่าง ๆ คือ   

                             - Customer Perspective

                             - Financial Perspective

                             - Internal business Perspective

                             - Learning and Growth Perspective

          ส่วนการบริหารงานในภาครัฐซึ่งเป็นหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมิใช่เพื่อจุดประสงค์ในการแสวงหาผลกำไร ก็จะมีมิติที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญแตกต่างกันไป โดยการบริหารงานของภาครัฐจะมุ่งเน้นความสำเร็จในด้านต่าง ๆ คือ

                             -   ด้านประสิทธิผล

                             -   ด้านคุณภาพการบริการ

                             -   ด้านประสิทธิภาพ

                             -   ด้านการพัฒนาองค์กร

มิติทางด้านประสิทธิผล

          ในมิติของประสิทธิผลนั้น หน่วยงานต้องพิจารณาว่า หากหน่วยงานได้ดำเนินการตามประเด็นยุทธศาสตร์ใดประเด็นหนึ่งจนเป็นผลสำเร็จแล้ว จะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติและสังคมส่านรวมอย่างไรบ้าง

 

มิติทางด้านคุณภาพการบริการ

          ในส่วนของมิติทางด้านคุณภาพการบริการนั้น ต้องพึงระลึกว่า การจัดทำบริการสาธารณะของภาครัฐนั้น มีกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องคำนึงถึงอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้รับบริการ (หรือประชาชน) และกลุ่มของภาคี (เช่น NGOs หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ หรือหน่วยงานภาคเอกชน เป็นต้น) การกำหนดคุณภาพการบริการนั้น จะเป็นการระบุว่า ในการที่จะส่งเสริมผลักดันให้ประสิทธิผลที่เราตั้งไว้นั้น ประสบความสำเร็จได้ ผู้รับบริการจะต้องได้รับประโยชน์ด้านใด จากหน่วยงาน เช่น ได้รับโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้รับรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นต้น ตลอดจนการระบุถึงบทบาทของภาคี ว่าภาคีจะต้องให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของเราอย่างไร ในด้านใดบ้าง

มิติทางด้านประสิทธิภาพ

          ในมิตินี้จะคำนึงถึงปัจจัยหรือทรัพยากรนำเข้า (input) ในเชิงเปรียบเทียบกับ  ผลผลิตที่ได้ (output) กล่าวคือ หากหน่วยงานสามารถทำงานใด ๆ ให้อัตราส่วนระหว่างทรัพยากรนำเข้ากับผลผลิตมีค่าน้อยได้เท่าใด ก็หมายถึงความมีประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานนั้น ๆ มีมากเท่านั้น ฐานคิดในการกำหนดประสิทธิภาพของงานนั้น ต้องเริ่มต้นที่ขอบเขตอำนาจของหน่วยงาน โดยให้ผู้เขียนแผนที่ยุทธศาสตร์ทำการระบุ หน่วยงาน กอง สำนัก ที่มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นยุทธศาสตร์นั้น ๆ ลงไปในแผนฯ แล้วทำการพิจารณาต่อไปว่า หน่วยงานนั้น ๆ ต้องรับผิดชอบดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับประโยชน์ต่าง ๆ และต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ภาคีให้ความร่วมมือกับหน่วยงาน ตามที่กำหนดไว้ในมิติด้านคุณภาพการบริการ

มิติทางด้านการพัฒนาองค์กร

          ในส่วนนี้ หน่วยงานต้องหันกลับมาพิจารณาทบทวนศักยภาพของตนเอง เพื่อให้ทราบว่าต้องมีการพัฒนาทักษะของบุคลากรในสังกัดในด้านใดบ้าง รวมถึงต้องมีการพัฒนาขีดความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีขององค์กรอย่างไรบ้าง จึงจะทำให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติงานจนก่อให้เกิดประสิทธิภาพตามที่กำหนดไว้ได้

          - ในการเขียนแผนที่ยุทธศาสตร์นั้น นอกจากจะมีการเขียนแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของปัจจัยในมิติต่างๆ แล้ว ยังมีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ค่าเป้าหมาย และโครงการริเริ่มสร้างสรรค์ลงไปอีกด้วย

          - ในการเขียนแผนที่ยุทธศาสตร์นี้จะต้องมีการทำลูกศร เพื่อแสดงถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของมิติและขั้นตอนต่าง ๆ โดยลูกศรจะลากจากปัจจัยที่เป็นเหตุไปยังปัจจัยที่เป็นผล และจะสร้างลูกศรเฉพาะในส่วนที่ปัจจัยเหล่านั้นมีความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกันโดยตรงเท่านั้น

           - การกำหนดตัวชี้วัดในแผนที่ยุทธศาสตร์นั้น ต้องมีการกำหนดทั้งในส่วนของ ตัวชี้วัดเหตุ และตัวชี้วัดผล โดยมักจะกำหนดตัวชี้วัดเริ่มจากมิติด้านประสิทธิผล เรื่อยไปจนถึงมิติด้านการพัฒนาองค์กร ตามลำดับ

แหล่งที่มา : การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน – กระทรวงการพัฒนาสังคม

2019 การจัดการองค์ความรู้. All Rights Reserved.